โบรกเกอร์ Forex มีกี่ประเภท

โบรกเกอร์ Forex มีกี่ประเภท

โบรกเกอร์ Forex มีกี่ประเภท: การเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่เหมาะสมสำหรับการซื้อขายจึงเป็นการตัดสินใจสำคัญที่สุดสำหรับนักเทรด คำถามที่ตามมาคือ “โบรกเกอร์ประเภทใดที่เหมาะสมกับฉัน?” คำตอบขึ้นอยู่กับความเข้าใจในโมเดลธุรกิจของโบรกเกอร์หลัก: A-book, B-book และ Hybrid.

โบรกเกอร์ Forex มีกี่ประเภท ดังนี้

โบรกเกอร์ A-book (Agency Model หรือ Direct Market Access – DMA)

สำหรับ A-book โบรกเกอร์ประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสกุลเงิน โดยโบรกเกอร์จะซื้อสกุลเงินจากลูกค้ารายหนึ่งและขายให้กับลูกค้ารายอื่น หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆคือ การส่งคำสั่งซื้อและขายไปที่ตลาดกลาง หรือเรียกอีกอย่างว่า Liquidity Provider(LP) โดยโบรกเกอร์จะบวกค่าธรรมเนียม(Spread) เล็กน้อยกับราคาซื้อและขายเพื่อเป็นผลกำไรสำหรับโบรกเกอร์ Forex ประเภทนี้

โบรกเกอร์ B-book (Market Maker หรือ Dealing Desk)

โบรกเกอร์ B-book ทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับโบรกเกอร์ Forex แบบ A book แทนที่จะซื้อสกุลเงินจากลูกค้ารายหนึ่งและขายให้กับลูกค้ารายอื่น หรือส่งคำสั่งซื้อหรือขายไปที่ตลาดกลาง(LP) โบรกเกอร์จะซื้อขายสกุลเงินนั้นๆกับตนเอง และหากลูกค้ามีกำไรทางโบรกเกอร์จะต้องรับผิดชอบหรือจ่ายให้กับลูกค้าในส่วนนี้ แต่หากลูกค้าขาดทุนสิ่งนี้จะเป็นผลกำไรสำหรับโบรกเกอร์ Forex ประเภทนี้

โบรกเกอร์ Hybrid (ผสม)

โบรกเกอร์ Forex ประเภทนี้เป็นการผสมเข้าด้วยกันระหว่าง การเปิดโบรกเกอร์ Forex แบบ A book และ B book โบรกเกอร์จะซื้อสกุลเงินจากลูกค้ารายหนึ่ง และขายให้กับลูกค้ารายอื่น โดยมีการส่งคำสั่งซื้อและขายไปที่ตลาดกลาง(LP) แต่บางครั้งก็ซื้อขายสกุลเงินกับตนเอง โดยไม่ส่งคำสั่งซื้อขายไปที่ตลาดกลาง(LP) ซึ่งโบรกเกอร์ Forex ประเภทนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

Broker Type

องค์ประกอบที่ควรพิจารณาในการเลือกโบรกเกอร์ Forex

1. ใบอนุญาต: ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ เช่น ASIC, FCA หรือ NFA ใบอนุญาตเหล่านี้ จะช่วยรับประกันว่าโบรกเกอร์ดำเนินงานตามกฎระเบียบและมาตรฐานที่กำหนด

2. สเปรด: สเปรด คือ ความแตกต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask โบรกเกอร์ Forex ที่ดีควรมีสเปรดที่แคบ เพื่อช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด

3. ค่าธรรมเนียม: โบรกเกอร์ Forex มักจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมการฝาก-ถอน และค่าธรรมเนียมสวอป โบรกเกอร์ Forex ที่ดีควรมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ

4. แพลตฟอร์ม: โบรกเกอร์ Forex ควรมีแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบครัน รองรับภาษาไทย และทำงานได้อย่างเสถียร แพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น MetaTrader 4 (MT4), MetaTrader 5 (MT5), cTrader, WebTrader

5. เครื่องมือ: โบรกเกอร์ Forex ควรมีเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค เครื่องมือวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน และเครื่องมือการจัดการความเสี่ยง เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ดีมากขึ้นสำหรับการซื้อและขาย

6. บริการลูกค้า: โบรกเกอร์ Forex ควรมีบริการลูกค้าที่ดี ตอบคำถามรวดเร็ว ช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา และสามารถติดต่อได้หลายช่องทาง

7. ความน่าเชื่อถือ: โบรกเกอร์ Forex ควรมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนาน มีชื่อเสียงที่ดี และได้รับรีวิวในเชิงบวกจากนักลงทุน

บทความแนะนำ

Scroll to Top